อุปสงค์มีเป้าหมายในการศึกษาคืออะไร และจะช่วยให้นักลงทุนประสบความสำเร็จได้อย่างไร

การศึกษาเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานถูกมองว่าเป็นรากฐานที่ไม่สามารถแยกออกจากวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ แต่สิ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้คือ การเข้าใจหลักการนี้มีเป้าหมายอย่างไรต่อการตัดสินใจลงทุนและการคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดการเงิน การศึกษาอุปสงค์มีเป้าหมายโดยตรงในการสร้างความเข้าใจว่า ราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงโดยสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เกิดขึ้นจากแรงของตัวจริงคือ ความต้องการซื้อและความต้องการขายที่เกิดการปะทะกันอยู่ในตลาด

ทำไมการเข้าใจอุปสงค์อุปทานจึงสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน

สำหรับนักลงทุน การศึกษาอุปสงค์และอุปทานมิใช่เพียงแค่การเรียนรู้ทฤษฎี แต่เป็นการปลดล็อกความสามารถในการอ่านตลาด เมื่อคุณสามารถมองเห็นว่าในแต่ละจังหวะ กำลังมีแรงซื้อกี่คนและแรงขายกี่คน คุณก็จะสามารถคาดการณ์ว่าราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด

หลักการพื้นฐานคือ เมื่ออุปสงค์หรือความต้องการซื้อมีปริมาณมากกว่าอุปทานหรือความต้องการขาย ราคาจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่ออุปทานส่วนเกิน ราคาจะปรับตัวลดลง จุดสมดุลที่ปริมาณซื้อและขายเท่ากันคือจุดดุลยภาพ ซึ่งราคาเกิดขึ้นจริงในตลาด

การที่นักลงทุนสามารถจดจำและเข้าใจแนวคิดนี้ได้ จะช่วยให้พวกเขา:

  • หลีกเลี่ยงการตัดสินใจแบบอารมณ์
  • คาดการณ์จุดเปลี่ยนของราคาได้แม่นยำมากขึ้น
  • จับจังหวะเข้า-ออกนำการลงทุนได้ดีขึ้น
  • เข้าใจสาเหตุเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของตลาด

อุปสงค์กับอุปทาน คือหัวใจของการกำหนดราคาหุ้นในตลาด

ความหมายและพื้นฐาน

อุปสงค์ (Demand) หมายถึง ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคต้องการซื้อที่ระดับราคาต่างๆ เมื่อเราวาดความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณบนกราฟ เราจะได้เส้นอุปสงค์ (Demand Curve) ซึ่งมีลักษณะลาดลงจากซ้ายไปขวา นั่นเพราะว่า กฎของอุปสงค์ บอกเราว่า ยิ่งราคาแพงเท่าไหร่ ความต้องการซื้อก็จะยิ่งน้อยลง และในทางกลับกัน

อุปทาน (Supply) คือ ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายต้องการนำเสนอขายที่ระดับราคาต่างๆ เส้นอุปทาน (Supply Curve) มีลักษณะลาดขึ้นจากซ้ายไปขวา เพราะว่า กฎของอุปทาน อธิบายว่า ยิ่งราคาสูงเท่าไหร่ ผู้ขายก็ยิ่งต้องการขายมากขึ้น เพราะว่าจะได้ผลกำไรมากขึ้น

ราคาที่เกิดขึ้นจริงในตลาดคือจุดที่เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน เรียกว่า ดุลยภาพ (Equilibrium) ที่จุดนี้ ปริมาณที่ผู้ซื้ออยากได้นั้นตรงกันพอดีกับปริมาณที่ผู้ขายต้องการขาย ราคาและปริมาณจึงค่อนข้างเสถียร

กลไกการปรับตัวของราคา

ถ้าราคาปรับตัวสูงขึ้นจากจุดดุลยภาพ ผู้ขายจะต้องการขายมากขึ้น แต่ผู้ซื้อจะต้องการซื้อน้อยลง ส่งผลให้เกิดสินค้าคงคลัง ซึ่งจะกดดันให้ราคากลับมาลงสู่จุดดุลยภาพ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาปรับตัวต่ำกว่าจุดดุลยภาพ ผู้ซื้ออยากซื้อมากขึ้น แต่ผู้ขายต้องการขายน้อยลง ส่งผลให้เกิดสินค้าขาดแคลน และราคาจะถูกผลักดันให้ปรับตัวกลับขึ้นไปยังจุดดุลยภาพอีกครั้ง

วิธีนำหลักอุปสงค์อุปทานไปใช้ในการวิเคราะห์ตลาดการเงิน

ในตลาดการเงิน หุ้นและสินทรัพย์อื่นๆ ก็ถูกมองว่าเป็นสินค้า ดังนั้นหลักการนี้จึงสามารถนำมาใช้กับการวิเคราะห์ราคาหุ้นได้ทั้งสอง ฝั่งคือ การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และการวิเคราะห์เชิงเทคนิค (Technical Analysis)

ในการวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน

เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว แสดงว่า ณ ขณะนั้น แรงขายมีมากกว่าแรงซื้อ นักลงทุนหลายคนต้องการขายออกมา ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาปรับตัวขึ้น แสดงว่าแรงซื้อมีมากกว่าแรงขาย

แต่ความลึกของการวิเคราะห์นี้ยังไปต่อไป เพราะว่า การที่แรงซื้อหรือแรงขายเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน เช่น:

  • การคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทในไตรมาสต่อไป
  • การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาค
  • ข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจของบริษัท

เมื่อมีข่าวบอกว่าบริษัทจะเติบโตมากขึ้น ผู้ซื้อจะยินดีซื้อที่ราคาสูงขึ้นหรือเพิ่มปริมาณการซื้อ ส่วนผู้ขายจะชะลอการขาย ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม ข่าวลบจะทำให้ผู้ซื้อชะลอการซื้อ ผู้ขายเพิ่งอยากขาย ราคาก็ปรับตัวลงไป

ในการวิเคราะห์เชิงเทคนิค

เครื่องมือทางเทคนิคต่างๆ ใช้สำหรับวัดและประเมินแรงซื้อและแรงขาย ผ่านการดูการเคลื่อนไหวของราคา (Price Action) และปริมาณการซื้อขาย (Volume)

วิเคราะห์แท่งเทียน (Candlestick Analysis)

แท่งเทียนแสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาหนึ่ง แรงซื้อและแรงขายเคลื่อนไหวอย่างไร:

  • แท่งเทียนสีเขียว (ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด) แสดงว่าแรงซื้อชนะ ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้น
  • แท่งเทียนสีแดง (ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด) แสดงว่าแรงขายชนะ ราคาจึงปรับตัวลดลง
  • แท่งเทียนโดจิ (ราคาเปิดและปิดใกล้เคียงกัน) แสดงว่าทั้งสองฝ่ายเท่าแรง ตลาดยังไม่ชัดเจน

การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis)

เมื่อราคากำลังสร้างจุดสูงใหม่อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าแรงซื้อยังคงเด็ดขาด ตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาสร้างจุดต่ำใหม่อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าแรงขายหนัก ตลาดอยู่ในแนวโน้มขาลง

การหาแนวรับและแนวต้าน (Support and Resistance)

แนวรับคือระดับราคาที่มีความต้องการซื้อแข็งแรง เหล่านักลงทุนคิดว่าราคาที่นี่เป็นราคาที่สมควร แนวต้านคือระดับราคาที่มีความต้องการขายแข็งแรง เพราะนักลงทุนคิดว่าราคาเริ่มแพงและอยากขาย

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้: Demand Supply Zone Strategy

กลวิธีที่ได้รับความนิยมในการใช้หลักอุปสงค์อุปทานจับจังหวะซื้อขายคือ Demand Supply Zone ซึ่งเป็นการมองหาจังหวะที่ราคาเสียสมดุลและอยู่ระหว่างการปรับตัวกลับมาสู่ดุลยภาพใหม่

การเทรดที่จุดกลับตัว (Reversal)

Demand Zone Drop Base Rally (DBR) เริ่มจากราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็วเพราะแรงขายเยอะ (Drop) จนถึงจุดหนึ่งที่ราคาต่ำพอ ทำให้ผู้ซื้อเริ่มสนใจ เกิดการแกว่งในกรอบ (Base) ก่อนจะมีข่าวดีเข้ามา แรงซื้อกลับมาแข็งแรง และราคากระฉูดขึ้น (Rally) ผลักดันแนวต้านของกรอบไป

Supply Zone Rally Base Drop (RBD) ในทางตรงกันข้าม เริ่มจากราคาวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะแรงซื้อเยอะ (Rally) จนถึงจุดที่ราคาแพงพอ ทำให้ผู้ขายเริ่มเสนอขาย เกิดการแกว่งในกรอบ (Base) ก่อนจะมีข่าวลบ และราคากลับมาดิ่งลงแตกผ่าน (Drop) แนวรับของกรอบไป

การเทรดตามแนวโน้ม (Continuation)

Rally Base Rally (RBR) เป็นการเคลื่อนไหวแนวโน้มขาขึ้นที่ต่อเนื่อง ราคาวิ่งขึ้น (Rally) จากนั้นแกว่งในกรอบ (Base) ก่อนจะวิ่งขึ้นอีกครั้ง (Rally) เพราะแรงซื้อยังคงเด็ดขาด

Drop Base Drop (DBD) เป็นการเคลื่อนไหวแนวโน้มขาลงที่ต่อเนื่อง ราคาดิ่งลง (Drop) จากนั้นแกว่งในกรอบ (Base) ก่อนจะดิ่งลงอีกครั้ง (Drop) เพราะแรงขายยังคงแข็งแรง

นักเทรดสามารถใช้จังหวะนี้เข้าซื้อหรือขายเมื่อราคาทะลุแนวที่เคยทำไว้ และตั้งจุดตัดขาดทุนตามระบบการจัดการความเสี่ยง

บทสรุป: อุปสงค์อุปทานเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุน

การศึกษาเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานมีเป้าหมายคือการให้นักลงทุนเข้าใจ ธรรมชาติแท้ของตลาด ราคาไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากแรงพื้นฐานคือ ความต้องการซื้อและความต้องการขาย

เมื่อคุณเข้าใจหลักการนี้แล้ว คุณจะสามารถ:

  • อ่านตลาดได้ดีขึ้นอย่างมากมาย
  • ตัดสินใจลงทุนด้วยตรรกะแทนอารมณ์
  • จับจังหวะซื้อขายที่ดีขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการเข้าซื้อในจุดไม่เหมาะสม

ความหมายของการศึกษาอุปสงค์อุปทานจึงไม่ใช่แค่การเรียนรู้ทฤษฎี แต่เป็นการสร้างสายตาทองสำหรับการวิเคราะห์ตลาด การฝึกฝนนำหลักการนี้ไปใช้ในสถานการณ์จริง พร้อมศึกษาจากราคาสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในตลาดจริง จะช่วยให้คุณเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาดและประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด