This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
เทคโนโลยี ekyc ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการยืนยันตัวตนในยุคดิจิทัล
ในปัจจุบันนี้เมื่อจะทำรายการทางการเงินหรือลงทะเบียนใช้บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีธนาคาร ลงทุน หรือซื้อประกันต่างๆ คุณอาจเคยสำหนึ่งหรือสองครั้งแล้วว่าต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ นั่นคือ ekyc (Electronic Know-Your-Customer) เทคโนโลยีที่ปรากฏขึ้นมาเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเอกลักษณ์ง่ายและสะดวกขึ้น บทความนี้เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับ ekyc ว่ามีลักษณะเด่นอย่างไร ทำงานอย่างไร และเหมาะสำหรับการใช้งานในด้านใดบ้าง
ekyc คืออะไร ระบบยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
ekyc (Electronic Know-Your-Customer) เป็นวิธีการสมัยใหม่ในการรู้จักและยืนยันตัวตนของลูกค้าผ่านระบบดิจิทัล แทนที่จะต้องเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่โดยตรงแบบดั้งเดิม (ซึ่งเรียกว่า KYC) ระบบ ekyc ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนได้จากที่บ้าน ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์
การพัฒนา ekyc มาจากความต้องการในการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบตัวตนแบบเดิม ที่อาจใช้เวลานาน ยุ่งยากและไม่สะดวก ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการบัญชีไบโอเมตริกซ์ (Biometric) และการประมวลผลข้อมูลอัจฉริยะ ekyc จึงเป็นทางออกที่มีประสิทธิภาพสูง ผู้ใช้ไม่ต้องกรอกกระดาษจำนวนมาก และประหยัดเวลาในการเดินทาง ในขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงของการปลอมแปลงเอกสารและความผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือ
วิธีการ ekyc มีกี่ประเภท และใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง
ปัจจุบันนี้มีวิธีการประมวลผล ekyc ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของแต่ละสถาบัน ประกอบด้วย 3 ประเภทหลัก ดังต่อไปนี้
ประเภทที่ 1: Biometric Authentication การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ
วิธีการนี้ใช้ลักษณะเฉพาะทางกายภาพของแต่ละบุคคลมาเป็นตัวระบุตัวตน เช่น การสแกนลายนิ้วมือ ม่านตา ใบหน้า หรือเสียง เทคโนโลยีนี้มีความนิยมและใช้งานกันอย่างแพร่หลายในระบบ ekyc เพราะว่าข้อมูลชีวมิติเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคน ไม่อาจปลอมแปลงได้ง่าย คุณอาจเคยเห็นการใช้งานนี้ในการล็อคอินเข้าสมาร์ทโฟน หรือการทำธุรกรรม Mobile Banking ต่างๆ
ประเภทที่ 2: OCR (Optical Character Recognition) การแปลงเอกสารเป็นข้อมูลดิจิทัล
OCR คือเทคโนโลยีที่สามารถสแกนและอ่านข้อมูลจากเอกสารจริง เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หรือสำเนาสมุดบัญชีธนาคาร แล้วแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยลดเวลาในการกรอกข้อมูลด้วยมือและลดข้อผิดพลาดจากการจดบันทึก ระบบ ekyc ที่ใช้ OCR นี้นิยมใช้ในการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและที่อยู่
ประเภทที่ 3: NDID (National Digital ID) ระบบบัญชีประจำตัวดิจิทัลแบบประเทศ
NDID เป็นระบบการยืนยันตัวตนผ่านเครือข่ายออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นโดยภาครัฐและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในประเทศไทยนี้ ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆมักใช้ระบบ NDID มาตรฐานในการสแกนใบหน้าและข้อมูลจากบัตรประชาชน ระบบนี้ช่วยให้การตรวจสอบเอกลักษณ์มีความเสถียรและเชื่อถือได้
มาตรฐานและข้อมูลที่ใช้ในระบบ ekyc
เพื่อให้การตรวจสอบ ekyc มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง ระบบจะต้องใช้ข้อมูลที่หลากหลายและยืนยันตัวตนของผู้ใช้ผ่านหลายวิธี สำหรับบุคคลธรรมดา ข้อมูลที่ใช้ประกอบไปด้วย:
สำหรับนิติบุคคลหรือธุรกิจ ข้อมูลที่นำมาใช้จะแตกต่างกัน ประกอบด้วยชื่อนิติบุคคล เลขประจำตัวในการจดทะเบียน และที่ตั้งสำนักงานหลัก เป็นต้น
นอกจากข้อมูลขั้นพื้นฐานแล้ว ระบบ ekyc ยังต้องใช้สิ่งยืนยันตัวตน (Authenticator) ซึ่งประกอบด้วย:
การรวมกันของวิธีการเหล่านี้ทำให้ระบบ ekyc มีความปลอดภัยขั้นสูง และลดโอกาสของการหลอกลวงหรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อดีของ ekyc ที่ทำให้เป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้งาน
ความสะดวกสบายและประหยัดเวลา
ผู้ใช้สามารถทำการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ekyc ได้ทุกเวลา ทุกที่ โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สาขาหรือศูนย์บริการ จึงประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง กระบวนการ ekyc ทั้งหมดอาจเสร็จสิ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ประหยัดทรัพยากรและลดการใช้กระดาษ
ไม่ต้องกรอกเอกสารเยอะแยะหรือสำเนาเอกสารมากมาย ระบบ ekyc จึงช่วยลดการใช้ทรัพยากรทางกายภาพ รวมถึงเอกสารกระดาษที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือสูง
ข้อมูลที่เก็บรักษาในระบบ ekyc ได้รับการป้องกันด้วยมาตรการความปลอดภัยหลายชั้น เช่น การเข้ารหัส (Encryption) และการยืนยันตัวตนหลายขั้น ทำให้ข้อมูลลูกค้ามีความปลอดภัยสูง ลดโอกาสของการปลอมแปลงเอกสารภายหลัง และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว
ใช้งานได้กว้างขวางในหลายภาคส่วน
ระบบ ekyc ได้รับการนำมาใช้ไม่เพียงแต่ในสถาบันการเงินและธนาคารเท่านั้น แต่ยังใช้ในภาครัฐ ภาคธุรกิจ บริษัทประกันภัย และสถาบันอื่นๆ ที่ต้องการความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการยืนยันตัวตน
ข้อด้อยของ ekyc ที่จำเป็นต้องปรับปรุง
ปัญหาในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มที่ไม่ใช้เทคโนโลยี
ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงหรือใช้งาน ekyc ได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและบุคคลที่ยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาของการให้บริการที่ไม่เสมอกัน
ความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลส่วนตัวในทางที่ผิด
แม้ว่าระบบ ekyc จะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากการที่มีคนไม่หวังนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไปใช้ในทางที่ผิด หรือเกิดการโจรกรรมข้อมูลจากการโจมตีไซเบอร์ได้
ความเห็นต่างเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว
บางท่านอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลชีวมิติ เช่น ข้อมูลลายนิ้วมือและรูปใบหน้าของตัวเอง โดยกลัวว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บรักษาและใช้งานอย่างไรต่อไป
ekyc กับ kyc ต่างกันในด้านไหนบ้าง
กระบวนการตรวจสอบ
KYC (Know-Your-Customer) แบบดั้งเดิม: ต้องตรวจสอบด้วยตนเองโดยใช้เอกสารทางกายภาพ เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง บัญชีธนาคาร ฯลฯ โดยทั่วไปผู้ตรวจสอบคือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรม
ekyc: พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ไบโอเมตริกซ์ ลายเซ็นดิจิทัล และระบบออนไลน์อื่นๆ เพื่อการตรวจสอบระยะไกล การตรวจสอบสามารถทำได้อัตโนมัติผ่านระบบคอมพิวเตอร์
เอกสารและการจัดเก็บ
KYC แบบดั้งเดิม: ลูกค้าต้องสำเนาเอกสารระบุตัวตนหลายชุด และเอกสารประกอบอื่นๆ ต้องมีการเก็บรักษาเอกสารในรูปแบบกระดาษในที่ปลอดภัย
ekyc: เนื่องจากการตรวจสอบดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารทางกายภาพ ข้อมูลทั้งหมดเก็บรักษาในรูปแบบดิจิทัลและปกป้องด้วยระบบความปลอดภัยสูง
ความเร็วและประสิทธิภาพ
KYC แบบดั้งเดิม: อาจใช้เวลาหลายวัน หรือสัปดาห์ในการประมวลผลและได้รับอนุมัติ ลูกค้าต้องรอคอย
ekyc: สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งที่ยุติลงได้ในเวลาเพียงนาที เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ทันที
ความแม่นยำในการตรวจสอบ
KYC แบบดั้งเดิม: มีแนวโน้มที่จะเกิดข้อผิดพลาด เพราะการตรวจสอบขึ้นอยู่กับความสำนึกและความแม่นยำของเจ้าหน้าที่ ข้อมูลอาจไม่ถูกบันทึกอย่างถูกต้อง
ekyc: มีความแม่นยำสูงเพราะการตรวจสอบทั้งหมดใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning ซึ่งลดข้อผิดพลาดจากปัจจัยมนุษย์
ความปลอดภัยและการป้องกันการฉ้อโกง
KYC แบบดั้งเดิม: เนื่องจากใช้เอกสารทางกายภาพ จึงมีความเสี่ยงต่อการปลอมแปลง ปลอมเลียน หรือการแปลงเปลี่ยนเอกสาร
ekyc: เพิ่มความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสดิจิทัล (Digital Encryption) การยืนยันตัวตนหลายขั้น และการใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ ซึ่งลดความเสี่ยงของการฉ้อโกงอย่างมีนัยสำคัญ
ประสบการณ์ของลูกค้า
KYC แบบดั้งเดิม: ต้องให้ลูกค้ามาที่สาขาหรือสำนักงานด้วยตัวเอง ซึ่งอาจไม่สะดวกถ้าคนอยู่ไกล หรือหากสาขาตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
ekyc: มอบประสบการณ์ที่ราบรื่น สะดวกสบาย และรวดเร็ว เพราะการตรวจสอบสามารถทำได้จากระยะไกล ผ่านอุปกรณ์ที่ผู้ใช้มีอยู่แล้ว
บทสรุป
ระบบ ekyc เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและจำเป็นในยุคดิจิทัล ที่แสดงให้เห็นว่าสามารถปรับปรุงวิธีการดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าได้อย่างไร ปัจจุบันนี้การยืนยันตัวตน ekyc ได้รับการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายภาคส่วน ทั้งเป็นองค์กรภาคธนาคาร ภาครัฐ ภาคธุรกิจและบริการการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชี เสียบบัตร ลงทุน ซื้อประกันต่างๆ
ข้อมูลและวิธีการยืนยันตัวตนใน ekyc นั้นเป็นหลักสูตรในการป้องกันข้อมูลของผู้ใช้งานจากการโจรกรรมข้อมูล และการรักษาความลับในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้ก็ได้รับความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการใช้บริการต่างๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้ ekyc กลายมาเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาสู่สังคมดิจิทัลในอนาคต