This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ตราสารการเงิน คืออะไร? มือใหม่อยากรู้เรื่องนี้ต้องอ่าน
ตราสารการเงินคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถลงทุนและสร้างรายได้ได้อย่างหลากหลาย หากคุณเป็นมือใหม่ในวงการการลงทุน การเข้าใจ ตราสารการเงิน จะเปิดโลกใหม่ให้คุณ เพราะมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะและความเสี่ยงที่ต่างกัน บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างชัดเจน จากพื้นฐานไปจนถึงวิธีการเลือกที่เหมาะสมกับตัวคุณ
ตราสารการเงิน: เครื่องมือสำคัญในโลกการลงทุน
ตราสารการเงิน คืออะไร? ง่ายๆ เลย มันเป็นเอกสารที่แสดงสิทธิและความรับผิดชอบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย มูลค่าของมันไม่คงที่ แต่เปลี่ยนแปลงตามสภาพตลาด เศรษฐกิจ หรือความต้องการของผู้คน
คิดอย่างเรียบง่าย: ถ้าคุณซื้อหุ้นของบริษัท มันก็เหมือนกับการซื้อสำเนาของความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทนั้น ถ้าคุณซื้อพันธบัตร คุณก็เป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาลหรือบริษัท
ตราสารการเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท:
แบบไม่ซับซ้อน: เหมาะสำหรับมือใหม่ เพราะเข้าใจง่าย เช่น หุ้น (Stocks) พันธบัตร (Bonds) เงินฝากประจำ (Fixed Deposits) และกองทุนรวม (Mutual Funds)
แบบซับซ้อน: ต้องใช้ความรู้มากขึ้น เช่น ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ตราสารหนี้แบบแปลงสภาพ (Convertible Bonds) เหมาะสำหรับผู้เทรดที่มีประสบการณ์
หุ้น พันธบัตร และตราสารอนุพันธ์ – เลือกอะไรดี?
ตราสารการเงิน มีประเภทต่างๆ มากมาย แต่ประเภทหลักๆ มี 4 ประเภท:
1. ตราสารทุน (Equity Securities)
หุ้น (Stocks): แสดงถึงการเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้นมีสิทธิร่วมโหวตในเรื่องสำคัญ และได้รับเงินปันผล หุ้นแบ่งเป็นหุ้นสามัญ (มีสิทธิออกเสียง) และหุ้นบุริมสิทธิ (ไม่มีสิทธิออกเสียง แต่ได้ปันผลก่อน)
ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrants): ให้สิทธิคุณในการซื้อหุ้นของบริษัทในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
2. ตราสารหนี้ (Debt Securities)
พันธบัตร (Bonds): แสดงหนี้ที่รัฐบาลหรือบริษัทเอกชนกู้ยืมมา คุณจะได้รับดอกเบี้ยเป็นระยะ และเมื่อครบกำหนด ก็ได้เงินต้นคืน
หุ้นกู้ (Corporate Bonds): พันธบัตรที่ออกโดยบริษัทเอกชน
ตั๋วเงิน (Bills): หนี้ระยะสั้น ไม่เกิน 1 ปี
3. ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives)
เหล่านี้เป็นตราสารการเงินที่ซับซ้อนขึ้น:
ฟิวเจอร์ส (Futures): สัญญาซื้อขายล่วงหน้า คุณตกลงซื้อขายสินทรัพย์ในอนาคตในราคาที่ตกลงไว้
ออปชั่น (Options): สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ แต่ไม่บังคับให้ทำเสมอไป
สวอป (Swaps): การแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดในอนาคต
4. ตราสารอื่นๆ
กองทุนรวม (Mutual Funds): บริษัทรวบรวมเงินจากผู้ลงทุนหลายคน มาลงทุนในตราสารประเภทต่างๆ
ETF (Exchange Traded Funds): กองทุนที่ซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ ติดตามดัชนี
REITs (Real Estate Investment Trusts): ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และจ่ายเงินปันผล
มือใหม่ต้องระวัง: เรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุน
ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปลงทุนด้วยเงินสด คุณต้องเข้าใจข้อดีและข้อเสียของ ตราสารการเงิน ก่อน
ข้อดี:
✅ หลากหลายตัวเลือก - คุณไม่ต้องนำเงินไปใส่ที่เดียว ลงทุนได้หลายแบบ
✅ สภาพคล่องสูง - ตราสารหลายประเภทสามารถซื้อขายได้ง่าย และเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว
✅ กระจายความเสี่ยง - ไม่ต้องเสี่ยงทั้งหมด ลงทุนในหลายประเภท ลดโอกาสขาดทุน
✅ รายได้สม่ำเสมอ - พันธบัตรหรือเงินฝากให้ดอกเบี้ยเป็นประจำ เหมาะสำหรับผู้ต้องการรายได้มั่นคง
ข้อเสีย:
❌ ความเสี่ยง - หุ้นให้ผลตอบแทนสูง แต่ราคาผันผวน คุณอาจเสียเงินไป
❌ ความซับซ้อน - ตราสารอนุพันธ์ยุ่งมาก มือใหม่อาจไม่เข้าใจความเสี่ยง และประเมินผิดได้
❌ ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ - บริษัทที่ออกพันธบัตรอาจหมดเงิน และไม่จ่ายดอกเบี้ยให้คุณ
❌ ค่าธรรมเนียม - กองทุนรวมมีค่าบริหารจัดการ ซึ่งกินผลตอบแทนของคุณได้
วิธีคิดอย่างเฉียบคมในการเลือกตราสารการเงิน
หากคุณตัดสินใจเลือก ตราสารการเงิน ให้เหมาะสม ต้องคิดถึง 4 เรื่องนี้:
1. เป้าหมายของคุณคืออะไร?
ต้องการรายได้มั่นคง? → เลือกพันธบัตร หรือเงินฝากประจำ
ต้องการให้เงินเพิ่มขึ้น? → เลือกหุ้น มีโอกาสเติบโตในระยะยาว
ต้องป้องกันความเสี่ยง? → ใช้ตราสารอนุพันธ์ เช่น ออปชั่น
2. คุณสามารถรับความเสี่ยงได้เท่าไหร่?
ความเสี่ยงต่ำ: เงินฝากประจำ พันธบัตรรัฐบาล ผลตอบแทนน้อยแต่ปลอดภัย
ความเสี่ยงปานกลาง: หุ้นกู้ กองทุนรวมแบบเสถียร
ความเสี่ยงสูง: หุ้น ตราสารอนุพันธ์ ให้ผลตอบแทนสูง แต่อาจเสียเงิน
3. คุณเก็บเงินนี้นานเท่าไหร่?
ระยะสั้น (ต้องใช้เงินในไม่ช่วงนี้): เลือกตั๋วเงิน หรือพันธบัตรระยะสั้น
ระยะยาว (5-10 ปีขึ้นไป): หุ้น หรือพันธบัตรระยะยาว มักให้ผลตอบแทนสูงกว่า
4. ตราสารไหนเหมาะสำหรับการเทรด?
ถ้าคุณต้องการเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา มีทางเลือกดี:
หุ้น: คลาสสิค ซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ มีโอกาสทำกำไรจากปันผล
ฟอเร็กซ์ (Forex): เทรดสกุลเงิน ตลาด 24 ชม. สภาพคล่องสูง คู่เงินยอดนิยม เช่น USD/JPY EUR/USD USD/THB
ฟิวเจอร์ส: ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ทองคำ
CFD (Contract for Difference): ตราสารอนุพันธ์ยอดนิยม ใช้เลเวอเรจได้สูง สามารถทำกำไรเมื่อราคาขึ้นหรือลง เลือกได้หลากหลาย (หุ้น ฟอเร็กซ์ ทองคำ หุ้นสหรัฐ)
ETF: กองทุนในตลาดหลักทรัพย์ ความเสี่ยงปานกลาง เหมาะถ้าอยากกระจายความเสี่ยง
ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่เมื่อลงทุนตราสารการเงิน
มือใหม่ที่อยากเลือก ตราสารการเงิน ต้องระวังจุดนี้:
ศึกษาก่อนลงทุน - อ่านและเรียนรู้อย่างรอบคอบ เข้าใจตราสารที่คุณลงทุน ตลาด และปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา อย่าลงทุนแบบตาบอด
เริ่มต้นด้วยเงินน้อย - อย่าลงเงินหมดด้วยครั้งเดียว เริ่มด้วยจำนวนที่คุณสามารถสูญเสียได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
หลีกเลี่ยงเลเวอเรจสูงเกินไป - เลเวอเรจ (Leverage) เป็นเครื่องมือที่ให้คุณใช้เงินมากกว่าที่มี ทำให้กำไรได้มาก แต่สูญเสียมากเท่านั้น เมื่อตลาดผันผวน เลเวอเรจสูงเป็นตัวฆ่า มือใหม่ต้องระวัง
ทำตามแผน - ตั้งเป้าหมายชัดเจน ตัดสินใจเมื่อเข้าและออก อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์
สรุป: เริ่มต้นการลงทุนให้ถูกต้อง
ตราสารการเงิน คือเครื่องมือที่ทรงพลัง เมื่อคุณเข้าใจมันดี มันจะช่วยให้คุณสร้างความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร ตราสารอนุพันธ์ หรือ CFD ต่างก็มีบทบาทสำคัญ
กุญแจคือการทำความเข้าใจให้ลึก เลือกตามเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของคุณ และเริ่มต้นด้วยขนาดเล็กก่อน ทำแบบนี้ คุณจะเรียนรู้อย่างปลอดภัย และสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยั่งยืน
จำไว้: การลงทุนต้องใช้ความรู้ วินัย และความอดทน ด้วยการเข้าใจ ตราสารการเงิน อย่างถูกต้อง คุณก็พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โลกการลงทุนได้แล้ว