ซื้อทองเก็บไว้ดีไหม: วิเคราะห์ตลาดทองคำที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี 2567-2568 ที่ผ่านมา ตลาดทองคำได้แสดงสัญญาณการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก สำหรับนักลงทุนจำนวนมากที่สงสัยว่า ซื้อทองเก็บไว้ดีไหม เราจะมาวิเคราะห์โดยพิจารณาจากข้อมูลจริงที่ได้เกิดขึ้นและสัญญาณที่บ่งบอกทิศทางตลาดในอนาคต

ทำไมราคาทองจึงไม่หยุดปรับตัวขึ้น: ปัจจัยหลัก 4 ประการ

ราคาทองคำได้สัมผัสจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,790 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายปี 2567 ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการรวมตัวกันของหลายปัจจัยที่สำคัญ

ประการแรก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความรุนแรง โดยสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ รวมทั้งความเสี่ยงในตะวันออกกลางนั้น ได้ขับเคลื่อนให้นักลงทุนแสวงหาเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่ถือว่าปลอดภัยกว่า ทองคำจึงกลายเป็นที่ล้วงหาอย่างกระหนัก ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศสำคัญ ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ ความกังวลดังกล่าวได้ผลักดันให้นักลงทุนค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในพอร์ตการลงทุน

ประการที่สาม ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อระยะยาวและการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ นั้นยังคงหนุนค่าทองคำไว้ได้ เนื่องจากทองคำถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงิน ประการที่สี่ นโยบายการจัดการสภาพคล่องที่นำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำลดลง เมื่อผลตอบแทนจากการฝากเงิน หรือพันธบัตรต่ำลง ทองคำก็เข้าดวงตาของนักลงทุนมากขึ้น

ธนาคารกลางทั่วโลกขับเคลื่อนความต้องการทองคำ

หนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนมืออาชีพยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดคือการเปลี่ยนแปลงของธนาคารกลางทั่วโลกที่มุ่งลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2567 จีนได้เพิ่มปริมาณการถือครองทองคำจากเดิมประมาณ 1,900 ตัน ขึ้นไปอยู่ที่กว่า 2,500 ตัน การซื้อเชิงกลยุทธ์นี้สะท้อนความพยายามในการสร้างสมดุลทางการเงิน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินสกุลหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน อินเดียก็มีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองจากเดิม 7% ขึ้นเป็น 10% ไตรมาสแรกของปี 2567 เพียงไตรมาสเดียว ธนาคารกลางทั่วโลกสะสมทองคำสุทธิถึง 290 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายไตรมาสถึง 36% ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกว่าแนวโน้มการซื้อทองคำของหน่วยงานราชการระดับศูนย์กลางนั้นยังคงแข็งแกร่ง และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงราคาตลาด

นโยบายอัตราดอกเบี้ยและผลกระทบต่อราคาทองคำ

ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่รักษาไว้ในระดับสูงเพื่อต่อต้านเงินเฟ้อ เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยก็จะลดลงตามไปด้วย สิ่งนี้ทำให้ทองคำกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงยังมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เมื่อดอลลาร์ลดค่าลง ทองคำที่อยู่ในราคาดอลลาร์ก็จะมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างประเทศ ผลกระทบแบบโซ่นี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แม้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจมีความซับซ้อน อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงก็ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค: สัญญาณที่บอกว่าราคาจะปรับตัวต่อ

จากข้อมูลทางเทคนิค ราคาทองคำมีแนวรับสำคัญที่ระดับ 2,447 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ระดับนี้เป็นแนวพื้นฐานสำคัญที่เมื่อราคาล่วงลงมาใกล้ๆ แล้ว จะมักเห็นการกลับตัวเพิ่มขึ้น แนวต้านสำคัญอีกระดับอยู่ที่ 2,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สัญญาณทางเทคนิคที่น่าสนใจคือ แม้ว่าราคาจะเพิ่มตัวไปสูง แต่เมื่อวิเคราะห์ดัชนี RSI (Relative Strength Index) ปรากฏว่าตลาดได้ปรับตัวจากภาวะซื้อมากเกินไป สิ่งนี้บ่งชี้ว่ามีพื้นที่สำหรับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก เพราะตลาดได้กลับเข้าสู่ระดับซื้อขายปกติ

ดัชนี MACD นั้นแสดงพฤติกรรมที่ดีเช่นกัน โดยกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้เส้น Zero Line หากสามารถยืนเหนือเส้นนี้ได้ ก็จะเป็นการยืนยันแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลาง ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นก็เป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มขาขึ้นนั้น

สถาบันการเงินชั้นนำคาดการณ์อย่างไรในช่วงนี้

เมื่อพิจารณาจากมุมมองของสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ส่วนใหญ่มีความเห็นเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเห็นนี้ได้รับการปรับปรุงตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

Goldman Sachs ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ราคาทองคำ โดยให้เหตุผลว่า อุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง นั้นเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาทองคำ

J.P. Morgan แม้จะมีอิริยาบถที่ระมัดระวังกว่า แต่ก็ยังคงรักษามุมมองเชิงบวก ทีมวิเคราะห์ของหน่วยงานนี้ให้เหตุผลว่า การคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไป ประกอบกับอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากธนาคารกลาง จะช่วยหนุนราคาทองคำไว้ได้

Morgan Stanley คาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 2,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ UBS เตือนว่าการพุ่งตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้านั้นค่อนข้างแรงและเร็วเกินไป อาจต้องมีการพักตัวในช่วงสั้น FX Empire ซึ่งมีมุมมองมองโลกในแง่ดีที่สุด เสนอว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยกระดับความรุนแรงขึ้น ราคาทองคำอาจทดสอบระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

เมื่อมองภาพรวม แม้ว่าสถาบันต่างๆ มีการคาดการณ์ที่แตกต่างกันในรายละเอียด แต่ทุกสถาบันมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าราคาทองคำยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้ต่อไป โดยระดับเป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 2,600-3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ซื้อทองเก็บไว้ให้ได้กำไร: กลยุทธ์ที่ถูกต้อง

เมื่อตัดสินใจว่า ซื้อทองเก็บไว้ดีไหม คำตอบจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การลงทุนและความสามารถในการจัดการความเสี่ยง กลยุทธ์การลงทุนที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เลือกระยะเวลาการถือครองที่เหมาะสม

สำหรับการลงทุนระยะยาว (3-5 ปีขึ้นไป) ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น หุ้น สำหรับการลงทุนระยะสั้น (6 เดือน - 1 ปี) ควรระมัดระวังการผันผวนของราคา และต้องมีแผนการเข้าและออกที่ชัดเจน

จัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสม

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนในทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด หากคุณมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท ควรลงทุนในทองคำประมาณ 50,000-100,000 บาท อย่างไรก็ตาม ไม่ควรลงทุนเกิน 15-20% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด เพื่อรักษาความสมดุลและกระจายความเสี่ยง

ระบุจุดเข้าซื้อที่มีเหตุผล

จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาทองคำมีแนวรับสำคัญที่ 2,447 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การเข้าซื้อเมื่อราคายย่อตัวลงมาใกล้ระดับนี้อาจเป็นจังหวะที่ดี หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่า 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจถือเป็นโอกาสในการเสริมตำแหน่ง

ใช้วิธีการทยอยซื้อเพื่อลดความเสี่ยง

แทนการลงทุนครั้งเดียวทั้งจำนวน ให้แบ่งเงินลงทุนออกเป็น 4-6 ส่วน และทยอยซื้อเมื่อราคาปรับตัวลง วิธีนี้เรียกว่า Dollar-Cost Averaging ช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อในจุดที่ราคาสูงเกินไป

เตรียมใจรับผลกระทบจากความผันผวน

แม้ว่าทองคำจะถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ก็มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา โดยเฉพาะในระยะสั้น จากข้อมูลในอดีต ราคาทองคำอาจปรับตัวลงได้ 10-15% ในช่วงที่ตลาดผันผวน หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจลดลงได้ถึง 20-25% ในช่วงวิกฤตการเงิน หากคุณลงทุน 100,000 บาท ควรเตรียมใจรับความผันผวนที่อาจทำให้มูลค่าลดลงเหลือ 85,000-90,000 บาทในระยะสั้น หรือในกรณีเลวร้าย ลดลงเหลือ 75,000-80,000 บาท

สรุป: ซื้อทองเก็บไว้เพื่อการป้องกันความเสี่ยง

ดังนั้น คำตอบว่า ซื้อทองเก็บไว้ดีไหม? นั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของคุณ ในสภาวะที่ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การลงทุนในทองคำถือเป็นทางเลือกที่มีความสมควรสำหรับการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในทองคำควรทำด้วยความระมัดระวัง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเองอย่างแท้จริง และไม่ควรลงทุนด้วยเงินที่อาจจำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น การลงทุนในทองคำควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว และควรพิจารณาควบคู่กันไปกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เพื่อการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม

ในท้ายที่สุด ซื้อทองเก็บไว้ก็ดีได้ หากคุณเข้าใจวัตถุประสงค์ของการลงทุน คำนวณความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และดำเนินการตามแผนอย่างมีวินัย

This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด