This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
มูลค่าและราคา: สองโลกที่แตกต่างกันของการซื้อขายในตลาดหุ้น
ในตลาดมีข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในกลุ่มนักลงทุนมือใหม่ — พวกเขามักเข้าใจว่าราคาปัจจุบันคือมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เสมอไป ถึงแม้ในเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิก ราคาควรสะท้อนมูลค่าของสินค้า แต่ในตลาดการเงินมันทำงานแตกต่างออกไป ราคาที่เห็นเป็นเพียงเครื่องมือในการดึงดูดนักลงทุนและเทรดเดอร์ ไม่ใช่การสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ การเข้าใจความแตกต่างนี้เป็นกุญแจสำคัญในการเทรดและวิเคราะห์ตลาดอย่างชาญฉลาดมากขึ้น
ทำไมราคาบนตลาดถึงเบี่ยงเบนจากมูลค่าที่แท้จริง
ตลาดถูกออกแบบให้ราคาขยับตามอารมณ์ การเก็งกำไร และความรู้สึกชั่วขณะของกลุ่มคน บางครั้งราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วไปสู่จุดสูงสุดใหม่ แล้วก็ร่วงลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน สาเหตุเป็นเพราะตลาดมักดำเนินไปตามหลักการ “อุปสงค์สร้างอุปทาน” เมื่อผู้ซื้อเข้าซื้ออย่างรุนแรง ราคาจะขึ้นไม่ใช่เพราะมูลค่าที่แท้จริงเปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะปริมาณการซื้อที่เพิ่มขึ้นกดดันอุปทานให้สูงขึ้น และในทางตรงกันข้าม เมื่อมีการขายออกมากขึ้น ความกดดันก็ลดลงโดยไม่สนใจว่ามูลค่าภายในของสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงหรือไม่
กลไกของอุปสงค์และอุปทาน: ทำไมราคาถึงขึ้นและลง
ลองนึกภาพร้านค้าธรรมดาก่อนวันหยุด ยกตัวอย่าง ถั่วลันเตาสีเขียวปกติราคา 1 ดอลลาร์ต่อกระป๋อง แต่สัปดาห์ก่อนปีใหม่ ความต้องการถั่วลันเตาเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพราะคนทำอาหารในงานเลี้ยง เทรดเดอร์เห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นก็ปรับราคาขึ้นเป็น 1.20 ดอลลาร์ เพื่อหวังผลกำไรสูงสุดในช่วงเวลาที่ความสนใจสูง แต่เมื่อวันหยุดผ่านไป ความต้องการลดลง ร้านค้าก็ต้องปรับราคากลับไปเป็น 1 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่เคยเป็นมาก่อน
เช่นเดียวกันกับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ความหวือหวาทำให้เกิดความต้องการสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาก็พุ่งขึ้น แต่ราคาที่พุ่งขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่ามูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเท่ากับนั้น มันเป็นเพียงผลของความไม่สมดุลระหว่างจำนวนคนที่อยากซื้อและขายในขณะนั้น
การย้อนกลับสู่มูลค่า: เมื่อภาพลวงตาจางหายไป
ในที่สุด ราคาจะขึ้นไปถึงจุดที่แม้แต่ผู้ซื้อที่กระตือรือร้นที่สุดก็เริ่มหมดความสนใจ ในจังหวะนั้น ความกดดันจากอุปสงค์ก็อ่อนแรงลง และเริ่มเกิดกระบวนการที่มืออาชีพเรียกว่า “การย้อนกลับสู่มูลค่า” ซึ่งเป็นกระบวนการที่ราคากลับไปสู่มูลค่าที่แท้จริงของมัน — ซึ่งอิงจากปัจจัยพื้นฐาน
แนวคิดสำคัญคือ ราคากับมูลค่าเป็นตัวแปรคนละตัว ราคาสามารถถูกเก็งกำไรจนสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงสองหรือสามเท่า แต่สุดท้ายแล้ว มูลค่าและราคาจะต้องมาบรรจบกัน เมื่อเทรดเดอร์เริ่มขายที่จุดสูงสุด และผู้ซื้อหยุดสนับสนุนความต้องการที่เพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการย้อนกลับ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของตลาดที่ช่วยปรับราคากลับสู่ความเป็นจริง
วิธีประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์: เครื่องมือเชิงปฏิบัติ
เพื่อหลีกเลี่ยงการตามราคาที่ผันผวนและเข้าใจจุดที่ดีที่สุดในการเข้าเทรด เทรดเดอร์จึงใช้เครื่องมือทางเทคนิคเพื่อประเมินมูลค่าที่แท้จริง สองเครื่องมือที่เชื่อถือได้ที่สุดคือ RSI (ดัชนีความแข็งแรงสัมพัทธ์) และ Bollinger Bands
RSI ในช่วง 14 ช่วง จะแสดงจุดสมดุลของตลาดประมาณระดับ 50 เมื่อ RSI อยู่เหนือ 70 สินทรัพย์ถือว่าซื้อเกินไป — ราคาหลุดจากมูลค่าที่แท้จริงขึ้นไป เมื่อ RSI ต่ำกว่า 30 สินทรัพย์ถูกขายเกินไป — ราคาตกต่ำกว่ามูลค่าที่สมควร และระดับ 50 ของ RSIเป็นจุดที่ราคาสามารถอยู่ในสมดุลกับมูลค่าภายในของมันได้
เส้นกลางของ Bollinger Bands ทำงานในลักษณะคล้ายกัน มันเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่แสดงเส้นกลางของมูลค่า เมื่อราคาขึ้นไปแตะเส้นบน แสดงถึงการซื้อเกิน เมื่อราคาลงไปแตะเส้นล่าง แสดงถึงการขายเกิน และเมื่อราคายืนอยู่ใกล้เส้นกลาง แสดงว่าตลาดอยู่ในสภาวะสมดุลระหว่างมูลค่าที่แท้จริงและการเคลื่อนไหวเชิงเก็งกำไร
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้นักเทรดแยกแยะความผันผวนระยะสั้นกับมูลค่าระยะยาวของสินทรัพย์ นั่นคือเหตุผลที่นักลงทุนที่มีประสบการณ์ไม่เคยสับสนระหว่างสองแนวคิดนี้ และใช้ข้อมูลจากเครื่องมือทางเทคนิคในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล