12.10 รายงานรายวัน AI การแยกนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีสร้างคลื่นลูกใหม่อีกครั้ง

GateUser-26c36996

หนึ่ง. ข่าวเด่น

1. ประธานเฟดเจอโรม พาวเวลล์ส่งสัญญาณสายเหยี่ยว ตลาด Bitcoin ร่วงแรง

ประธานเฟดเจอโรม พาวเวลล์กล่าวในสุนทรพจน์ว่า เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เฟดอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าที่คาดไว้เดิม ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างรุนแรง สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ร่วงลงทันที ราคาล่าสุดลงไปแตะระดับ 16,000 ดอลลาร์

พาวเวลล์เน้นย้ำว่า แม้เงินเฟ้อจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมาก เพื่อให้เงินเฟ้อกลับสู่ระดับที่เหมาะสม เฟดอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าคาดเดิมและคงระดับนั้นไว้นานขึ้น ซึ่งหมายความว่า ขีดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยอาจเกินกว่า 5% ที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

นักวิเคราะห์ชี้ว่า สัญญาณในคำพูดของพาวเวลล์บ่งชี้ว่า เฟดจะยังคงยืนหยัดในแนวสายเหยี่ยว ซึ่งจะเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะ Bitcoin ซึ่งเป็นการลงทุนทางเลือกใหม่ ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้ Bitcoin ร่วงลงอีก

ในมุมมองที่กว้างขึ้น สัญญาณของพาวเวลล์สะท้อนให้เห็นว่า เงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง แม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงราว 7% ซึ่งอาจบ่งชี้ว่า เฟดอาจต้องใช้มาตรการเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมความคาดหวังเงินเฟ้อ แม้จะเสี่ยงต่อการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ

2. ธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย เยนอ่อนตัวแรงส่งผลให้เกิดความหวังในตลาดโลก

นายยูวาดะ คาซาโตะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) กล่าวในสุนทรพจน์ว่า หากเศรษฐกิจและราคาสินค้าตามแนวโน้มเดิม ญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามการปรับปรุงของเศรษฐกิจและราคาสินค้า ซึ่งส่งผลให้เยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วและสร้างความหวังในตลาดการเงินทั่วโลก

อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนต่อดอลลาร์แตะระดับปรับตัวขึ้นเกือบ 4% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวรายวันมากที่สุดตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งการเคลื่อนไหวรุนแรงนี้ทำลายแนวโน้มการอ่อนค่าของเยนในระยะยาว และดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาหามูลค่าป้องกันความเสี่ยง ตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐร่วงลงอย่างแรง ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปก็ปรับตัวลดลงตาม

นักวิเคราะห์ชี้ว่า สัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BoJ แสดงให้เห็นว่า นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลกเริ่มมีความแตกต่างกัน โดยในขณะที่เฟดและธนาคารกลางยุโรคยังคงปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ญี่ปุ่นเริ่มหันไปใช้แนวทางเข้มงวด เพื่อควบคุมความคาดหวังเงินเฟ้อและสนับสนุนค่าเยน

ความแตกต่างนี้เพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดการเงินทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะเกิดความแตกต่างในนโยบายการเงินแล้ว ยังอาจกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอีกด้วย นักลงทุนจึงหันมาหามาตรการป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงขายออกอย่างกว้างขวาง

ในภาพรวม การเปลี่ยนแปลงนโยบายของ BoJ สะท้อนให้เห็นว่า ความกดดันด้านเงินเฟอยังคงอยู่ในระดับสูงทั่วโลก ซึ่งแต่ละประเทศต้องดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อรักษามูลค่าเงินและสถานะทางการเงิน แต่ก็เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในอนาคต

3. กฎระเบียบด้านสกุลเงินดิจิทัลใหม่ของจีนกำลังจะเกิดขึ้น ร่วมมือหลายหน่วยงานสกัดกั้นอย่างเข้มงวด

ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน จัดประชุมประสานงานร่วมกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (公安部) และสำนักงานไซเบอร์แห่งกลาง (中央网信办) รวมทั้งหน่วยงานอื่นรวม 13 หน่วยงาน เพื่อสกัดกั้นการเทรดและการเก็งกำไรในสินทรัพย์ดิจิทัล สร้างความน่าสนใจให้กับบรรยากาศในวงการอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประกาศ “คำสั่ง 924” ในปี 2021 ที่มีหน่วยงานเพียง 10 แห่ง ล่าสุด การรวมตัวของหน่วยงานระดับสูงเช่น สำนักงานการเงินกลาง (中央金融办) สำนักงานกำกับดูแลการเงินแห่งชาติ (国家金融监管总局) และกระทรวงยุติธรรม (司法部) เป็นสัญญาณชัดเจนว่าการควบคุมดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของจีนกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เป็นระบบมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า การปรับเปลี่ยนนี้จะส่งผลให้โครงสร้างการกำกับดูแลของจีนเปลี่ยนไปใน 3 ด้าน ได้แก่

  • การปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการ: การมีส่วนร่วมของสำนักงานการเงินกลาง จะผลักดันให้การกำกับดูแลเป็นแบบบูรณาการมากขึ้น รวมทั้งการจัดการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างนโยบายและทรัพยากรร่วมกัน
  • การพัฒนามาตรการตรวจจับและลงโทษ: การเสริมบทบาทของสำนักงานกำกับดูแลการเงินแห่งชาติ จะเปลี่ยนจากการเฝ้าระวังการไหลของเงินทุนในเชิงพื้นฐาน ไปสู่การตรวจจับกิจกรรมผิดกฎหมายแบบเจาะจงและดำเนินการอย่างมืออาชีพ
  • การเสริมสร้างกฎหมายและบังคับใช้: การเข้าร่วมของกระทรวงยุติธรรม จะทำให้แนวทางการบังคับใช้กฎหมายมีความแข็งแกร่งขึ้น และสามารถสนับสนุนการดำเนินคดีที่มีหลักฐานชัดเจนมากขึ้น

ในมุมมองกว้าง การปรับโครงสร้างนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินและความเสถียรของสังคม โดยพยายามป้องกันความเสี่ยงจากกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การเทรดเก็งกำไร หรือการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว

นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงิน เช่น การวิจัยและพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและส่งเสริมเทคโนโลยี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพในอนาคต

4. Ethereum อัปเกรดใหญ่ Pectra เสริมสร้างบัญชีแบบแยกอิสระ เปิดยุคใหม่ของการโต้ตอบกับบัญชี

Ethereum ประสบความสำเร็จในการอัปเกรดครั้งสำคัญในปี 2025 โดยการเปิดตัวอัปเกรด Pectra ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งนำความสามารถใหม่ที่สำคัญคือ การแยกบัญชี (Account Abstraction) ตามคำแนะนำของ EIP-7702 รวมถึงการปรับปรุงกลไกการตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อเปิดยุคใหม่ของการโต้ตอบกับผู้ใช้ในเครือข่าย Ethereum

บัญชีแบบแยกอิสระเป็นฟีเจอร์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในอัปเกรดนี้ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้โมเดลบัญชีแบบใดก็ได้ในการโต้ตอบกับ Ethereum โดยไม่จำเป็นต้องใช้บัญชีที่เป็น External Owned Account (EOA) แบบเดิม ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในอีโคซิสเต็มของ Ethereum ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชัน decentralized รุ่นใหม่ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า การนำบัญชีแบบแยกอิสระเข้ามา เป็นการก้าวไปสู่เป้าหมายของ Ethereum ในฐานะแพลตฟอร์มคำนวณทั่วไปในอนาคต ซึ่งนอกจากรองรับการทำธุรกรรมคริปโตแล้ว ยังสามารถสนับสนุนงานคำนวณที่หลากหลาย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรม IoT และอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยขยายขอบเขตของการใช้งาน Ethereum อย่างมาก

นอกจากนี้ การอัปเกรด Pectra ยังปรับปรุงในส่วนของชั้นการเห็นด้วย (Consensus Layer) และชั้นการดำเนินการ (Execution Layer) เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับขยายและความปลอดภัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาในอนาคตของ Ethereum

ในระยะยาว การอัปเกรดครั้งนี้เป็นสัญญาณของ Ethereum ในการก้าวเข้าสู่ยุค Web3.0 โดยฐานะเป็นเทคโนโลยีบล็อกเชนหลัก คาดว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างอินเทอร์เน็ตแบบกระจายอำนาจ ในอนาคต คาดว่าจะมีการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายในระบบนิเวศ Ethereum ซึ่งจะผลักดันการเติบโตของโลกดิจิทัลในยุคถัดไป

( 5. ญี่ปุ่นวางแผนเก็บภาษีรายได้จากการเทรดคริปโตแยกต่างหาก ลดภาระภาษีให้นักลงทุน

รัฐบาลญี่ปุ่นและพรรคบริหารอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนแนวทางการเก็บภาษีรายได้จากการเทรดคริปโต โดยจะเก็บภาษีในอัตรา 20% แบบเดียวกัน ไม่ว่าจะมูลค่าการเทรดเท่าใด เพื่อให้เทียบเท่ากับผลตอบแทนจากหุ้นและกองทุนรวม ซึ่งเป็นการลดภาระภาษีของนักลงทุนและกระตุ้นตลาดเทรดภายในประเทศ

แผนคือ จะเปลี่ยนจากการเก็บภาษีแบบรวม (Comprehensive Taxation) มาเป็นการเก็บภาษีแยกต่างหาก (Separable Taxation) โดยจะไม่รวมรายได้จากการเทรดคริปโตกับรายได้จากเงินเดือนหรือรายได้จากกิจการต่าง ๆ แต่จะเก็บเป็นรายได้เฉพาะตัว ซึ่งคาดว่า การปรับปรุงนี้จะอยู่ในแผนปฏิรูปภาษีปี 2026 ซึ่งน่าจะประกาศและบังคับใช้ในช่วงปลายปี

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นใช้ระบบภาษีแบบรวม (Comprehensive) ซึ่งเมื่อรวมรายได้จากหลายแหล่งแล้ว อัตราภาษีสูงสุดอาจแตะ 55% ซึ่งเป็นภาระที่หนักมากและส่งผลต่อความคล่องตัวของตลาดคริปโตในญี่ปุ่น

นักวิเคราะห์มองว่า การปรับเปลี่ยนภาษีครั้งนี้ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนในคริปโตมากขึ้น โดยการลดภาระภาษีและดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาในตลาดมากขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นยังวางแผนเสนอร่างกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติการซื้อขายหลักทรัพย์และสินค้า (Financial Instruments and Exchange Act) ในปี 2026 เพื่อเสริมสร้างการควบคุมและการรายงานข่าวสารเกี่ยวกับการเทรดคริปโตอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น ห้ามใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) และกำหนดให้ผู้ออกเหรียญคริปโตต้องเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะ ๆ

มาตรการทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นพยายามสร้างสมดุลระหว่างการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีและการรักษาความปลอดภัยทางการเงินในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาตลาดคริปโตของญี่ปุ่นในอนาคต

ดูต้นฉบับ
news.article.disclaimer
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น